รองเท้าวิ่งระดับตำนาน “ASICS – Onitsuka” เป็นแบรนด์เดียวกันหรือไม่?
ย้อนประวัติ “ASICS – Onitsuka” รองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นที่คุณภาพไม่แพ้ชาติตะวันตก กับความสับสนว่า 2 ชื่อนี้ความจริงแล้วเป็นแบรนด์เดียวกันหรือไม่?
ทุกช่วงสิ้นปี ประโยคที่เรามักได้ยินจากคนรอบตัวคือ “ปีหน้าฉันจะผอม!” ซึ่งหลายคนคงเลือกให้กำลังใจ แต่บางคนคงขำใส่เพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้
ไม่ว่าจะเพื่อลดน้ำหนักหรือรักษาสุขภาพ วิธีการออกกำลังกายง่าย ๆ ที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือ “การวิ่ง” ซึ่งมีพร็อพที่จะขาดไปไม่ได้คือ “รองเท้าวิ่ง”
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนวัตกรรมการพัฒนาอุปกรณ์กีฬาที่โดดเด่นไม่แพ้ชาติตะวันตก โดยเฉพาะแบรนด์ดังยอดนิยมอย่าง “ASICS” (เอสิคส์) และ “Onitsuka” (โอนิซึกะ) ซึ่งเป็นที่จดจำจากประสิทธิภาพการวิ่งและลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์
ASICS และ Onitsuka มีหลายอย่างที่เหมือนกันมากจนทำให้คนที่ไม่ทราบประวัติอาจเกิดข้อสงสัยว่า สองชื่อนี้ความจริงแล้วเป็นแบรนด์เดียวกันหรือไม่? หรือถึงขั้นคิดไปไกลมีดรามาระหว่างสองชื่อนี้หรือไม่?
ทหารญี่ปุ่นผู้พ่ายแพ้สงคราม
การจะหาคำตอบต้องย้อนไปในปี 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น หนึ่งในทหารที่รอดชีวิตมาได้คือ “โอนิซึกะ คิฮาจิโร”
หลังออกจากกองทัพ คิฮาจิโรใช้ชีวิตเป็นพนักงานบริษัทอย่างยากลำบากอยู่นาน 3 ปี ก่อนจะตัดสินใจลาออกเพราะผู้จัดการบริษัทสุด toxic ที่ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ยังไม่รู้ว่าจะไปประกอบสัมมาอาชีพอะไรดี เขานึกถึงคำพูดหนึ่งที่เคยได้ยินจากสหายร่วมรบ โฮริ โคเฮ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสุขภาพและพลศึกษาของสำนักงานการศึกษาจังหวัดเฮียวโงะ
คำพูดดังกล่าวคือ “ถ้าจะขอพรกับเทพเจ้า ก็ควรขอพรให้มีจิตใจที่แข็งแกร่งในร่างกายที่แข็งแรง” ซึ่งเป็นคำพูดของ จูเวนัล นักเสียดสีชาวโรมัน
คำพูดเหล่านั้นสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งให้แก่คิฮาจิโร และทำให้เขาคิดต่อไปว่า “กีฬา” เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง ประกอบกับช่วงเวลานั้น ท่ามกลางความวุ่นวายหลังสงคราม กีฬาเป็นหนึ่งในสิ่งช่วยให้เยาวชนญี่ปุ่นฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เขาจึงมีไอเดียว่า อยากจะลองช่วยเผยแพร่ความคิดดังกล่าวดู
คิฮาจิโรจึงคิดที่จะเป็นช่างทำรองเท้า ทำไมต้องเป็นช่างทำรองเท้า? เพราะรองเท้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกีฬาทุกประเภท ในเวลานั้น รองเท้าผ้าใบหรือถุงเท้าทาบิถูกใช้ในกีฬาส่วนใหญ่ คนหนุ่มสาวต้องการรองเท้าที่ช่วยให้พวกเขาสามารถใช้พละกำลังได้อย่างเต็มที่และทำลายสถิติได้
คิฮาจิโรรู้สึกว่านี่คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การทำ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เขาเป็นมือใหม่และไม่มีความรู้เลยว่ารองเท้าประเภทใดเหมาะสมที่สุดสำหรับกีฬา
เขาได้ก่อตั้งบริษัท “โอนิซึกะโชไก” ในเมืองโกเบ จังหวัดเฮียวโงะ ในปี 1949 และปีเดียวกันนั้น บริษัทได้ปรับโครงสร้างใหม่เป็นบริษัท โอนิซึกะ จำกัด โดยมีพนักงาน 2 คนและทุนจดทะเบียน 300,000 เยน
สิ่งแรกที่เขาทำคือรองเท้าบาสเกตบอล ตามคำขอของโค้ชโรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่ง หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความท้าทายใหม่
ในยุคนั้น รองเท้าบาสเกตบอลถือเป็นรองเท้ากีฬาที่ผลิตยากที่สุด แต่คิฮาจิโรรู้สึกว่า “ถ้าสามารถเอาชนะอุปสรรคใหญ่ในตอนเริ่มต้นได้ ก็จะสามารถเอาชนะอุปสรรคอื่น ๆ ต่อไปได้เช่นกัน”
เขานั่งทำงานอย่างขะมักเขม้น เรียนรู้จากการสังเกตและครูพักลักจำ และหลังจากทำงานดึกดื่นติดต่อกันหลายวัน เขาก็ได้แบบจำลองขึ้นมา
แต่เมื่อโอนิซึกะนำรองเท้าไปให้โค้ชดู มันกลับลากพื้นเหมือนรองเท้าแตะฟาง ขณะที่วิ่งไล่ลูกบอลในโรงยิม เขาได้สังเกตเท้าของนักกีฬา เขาถามความคิดเห็นและความต้องการของนักกีฬาทุกคน และปรับปรุงแก้ไขไปเรื่อย ๆ แต่เขาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการยึดเกาะที่ไม่ดีของรองเท้าได้เสียที
“หนวดหมึก” ไม่ใช่แค่อาหาร แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจ
วันหนึ่งในฤดูร้อน ขณะกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้ได้รองเท้าที่มีประสิทธิภาพในการหยุด การเลี้ยว และการพุ่งตัวที่จำเป็นสำหรับกีฬาบาสเกตบอล แม่ของคิฮาจิโรทำแตงกวาดองเป็นอาหารเย็น เขาเห็นเมนูปลาหมึกดองน้ำส้มสายชู และสังเกตว่า “หนวด” ของปลาหมึกยึดติดกับจานด้วยแรงดูด เขาจึงสงสัยว่า จะสามารถนำหลักการนั้นมาใช้กับพื้นรองเท้าได้หรือไม่
ด้วยการทำให้ปุ่มดูดบนพื้นรองเท้าลึกขึ้นคล้ายกับปุ่มดูดของปลาหมึก ทำให้ประสิทธิภาพทั้งการออกตัวและการหยุดดีขึ้น ต้นแบบแรกมีแรงหยุดมากเกินไป แต่ก็มีการปรับปรุงแก้ไขโดยอิงจากการทดสอบโดยผู้เล่นจริง
นั่นคือจุดเริ่มต้นของรองเท้าบาสเกตบอลที่มีแผ่นดูด แต่การยึดเกาะของรองเท้าคู่แรกนั้นดีเกินไป ทำให้นักกีฬาหลายคนล้ม
คิฮาจิโรจึงคงแผ่นดูดไว้ แต่ปรับเปลี่ยนรองเท้าให้สามารถออกตัวได้อย่างรวดเร็วและหยุดกะทันหันได้ สุดท้ายรองเท้าบาสเกตบอลรุ่น “Tiger” ก็เสร็จสมบูรณ์ และเปิดตัวในปี 1950 ถือเป็นสินค้าตัวแรกอย่างเป็นทางการของบริษัท ออกวางจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิปีดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ทีมบาสเกตบอลระดับมัธยมปลายที่สวมรองเท้าคู่นั้นก็คว้าแชมป์ได้ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น
รองเท้าที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือได้ถือกำเนิดขึ้น แต่กลับไม่เป็นที่รู้จักเลย และเขาไม่มีช่องทางการขาย คิฮาจิโรจึงเริ่มตระเวนนำรองเท้าไปขายเอง โดยเดินทางไปทั่วทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น เขาไม่ได้พักในโรงแรม และต้องนอนตามม้านั่งในสถานีรถไฟ รวมถึงไม่ได้กินอะไรที่ดีเลย
โกงความตาย
ไม่นานหลังจากนั้น คิฮาจิโรติดเชื้อวัณโรคและถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลทันที ในสมัยนั้นยังไม่มีตัวยาสำหรับรักษาวัณโรค แต่ด้วยความบังเอิญบางอย่าง ทำให้มียาตัวใหม่ถูกนำมาใช้ และสุขภาพของเขาก็ดีขึ้น
เมื่ออาการดีขึ้น เขาก็เริ่มมองไปข้างหน้าอีกครั้ง โดยขยายประเภทของรองเท้าสำหรับแข่งขันที่เขาผลิต แต่แล้ว 1 ปีต่อมา เขาก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคอีกครั้ง
การวินิจฉัยครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับคำพิพากษาประหารชีวิต สำนักงานของบริษัทในเวลานั้นเป็นเพียงห้องเช่าขนาด 8 ตารางเมตร คิฮาจิโรปูฟูกนอนอยู่ในนั้นและเริ่มต่อสู้กับโรคร้าย
เชื้อวัณโรคแพร่กระจายไปยังลำคอ ทำลายเส้นเสียง และทำให้เขาเสียความสามารถในการเปล่งเสียงไป แต่คิฮาจิโรยังคงทำงานต่อไป โดยตั้งใจว่าจะทำจนถึงสมหายใจสุดท้าย
ทุกเช้า เขาเรียกพนักงานของบริษัทมาที่ข้างเตียงและเขียนคำสั่งลงบนกระดาษ เขารู้สึกเหมือนความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม
แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง มียาตัวใหม่ถูกนำมาใช้ ไข้ของเขาลดลงและเสียงของเขาก็เริ่มกลับมา
คิฮาจิโรโชคดีมากที่รอดชีวิตมาได้ถึง 2 ครั้ง และทำให้เขาทุ่มเทมากขึ้นให้กับการทำรองเท้ากีฬาอีกครั้ง
รองเท้าเพื่อนักวิ่งมาราธอน
เขาอุทิศตนให้กับการทำรองเท้าวิ่งมาราธอน รองเท้า ONITSUKA Marathon TABI วางจำหน่ายในปี 1953 มีพื้นรองเท้าและส่วนบนที่ทำจากวัสดุที่ทนทานและสายรัด
ในปีเดียวกันนั้น รองเท้า TIGER mark MARUP ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการวิ่งผลัดมาราธอนก็วางจำหน่ายเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เขายังไม่พอใจ เนื่องจากนักวิ่งมักจะมีแผลพุพอง ในสมัยนั้น นักวิ่งจะได้รับการยอมรับว่าเป็นนักวิ่งชั้นนำก็ต่อเมื่อสามารถเอาชนะแผลพุพองได้ แต่คิฮาจิโรรู้สึกว่า หากมีรองเท้าที่ทำให้ไม่เกิดแผลพุพองได้ สถิติก็จะถูกทำลายมากขึ้น
นักวิ่งคนหนึ่งในเวลานั้นบอกเขาว่า “ถ้าคุณแสดงรองเท้าแบบนั้นให้ผมดูได้ ผมจะแสดงให้คุณเห็นว่ามีคนวิ่งมาราธอนด้วยมือ”
เขาเริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับมาราธอนอย่างจริงจัง เขาค้นหาข้อมูลการวิจัยจากยุโรปและอเมริกา รวมถึงสิทธิบัตรของญี่ปุ่น แต่เนื่องจากนี่เป็นช่วงก่อนที่จะมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ เขาจึงไม่พบคำตอบที่ต้องการ
คืนหนึ่ง คิฮาจิโรมองดูเท้าของตัวเองในอ่างอาบน้ำโดยไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ และจู่ ๆ เขาก็บรรลุขึ้นมาได้ว่า ไม่ว่าคนทำรองเท้าจะคิดถึงร่างกายมนุษย์มากแค่ไหน แต่คนที่รู้จักร่างกายมนุษย์ดีกว่าใคร ๆ คือแพทย์
เขารีบไปพบกับศาสตราจารย์ที่ภาควิชาแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์อธิบายว่า การเกิดตุ่มพองนั้นเป็นปรากฏการณ์เดียวกับการถูกไฟไหม้ เขาได้เรียนรู้วิธีการแก้ไขเฉพาะอย่างหนึ่ง นั่นคือ การใช้ความเย็นสลับกับความร้อน และบรรเทาอาการอักเสบที่ฝ่าเท้า
เบาะแสนี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่ไม่คาดคิด คิฮาจิโรกำลังนั่งแท็กซี่อยู่เมื่อเครื่องยนต์ร้อนจัดและดับลง คนขับลืมเติมน้ำลงในหม้อน้ำ เขาจึงคิดว่าการทำให้เท้าเย็นลงด้วยน้ำน่าจะได้ผล
คิฮาจิโรนำความคิดนี้ไปใช้ในการทำรองเท้าใหม่ทันที แต่ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง การเติมน้ำลงในพื้นรองเท้าทำให้รองเท้าหนักและชื้น เขาจึงเปลี่ยนจากวิธีการระบายความร้อนด้วยน้ำมาเป็นการระบายความร้อนด้วยอากาศ
เขาใช้ผ้าหยาบสำหรับส่วนบนของรองเท้าและเจาะรูที่ด้านหน้าและด้านข้างเพื่อการระบายอากาศที่ดีขึ้น อากาศอุ่นจะถูกขับออกจากรองเท้าเมื่อกระทบพื้น ในขณะที่อากาศเย็นจะไหลเข้ามาเมื่อเท้าลอยขึ้นจากพื้น พูดง่าย ๆ คือ ทำให้สามารถระบายความร้อนออกได้เมื่อเท้าของนักกีฬาแตะพื้นโดยใช้หลักการสูบลม
ในปี 1960 เขาได้สร้างโครงสร้างรองเท้าแบบใหม่ที่ช่วยให้อากาศไหลเวียนเข้าและออกได้ และตั้งชื่อว่า “Magic Runner”
เขาขอให้คนวิ่งที่บอกว่าจะพาไปดูคนวิ่งมาราธอนบนมือลองสวมรองเท้าใหม่ดู เท้าของคนวิ่งแทบจะปกติหลังจากวิ่งไปแล้ว 30 กิโลเมตร และแม้หลังจากวิ่งมาราธอนครบระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ฝ่าเท้าของเขาก็แดงเพียงเล็กน้อย ไม่มีแผลพุพอง นักวิ่งคนนั้นจ้องมองเท้าของตัวเองอยู่นานด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
คิมิฮาระ เคนจิ ผู้ชนะเลิศเหรียญเงินในการแข่งขันวิ่งมาราธอนนานาชาติปี 1968 สวมรองเท้า Magic Runner และรองเท้ารุ่นนี้ก็กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างยาวนานในหมู่นักวิ่งมาราธอน
นอกจากรองเท้าวิ่งมาราธอนแล้ว บริษัท Onitsuka ยังมีการพัฒนารองเท้ากีฬาประเภทอื่น ๆ อีกหลายประเภท เช่น รองเท้ากีฬามวยปล้ำ รองเท้ายิมนาสติก รองเท้าฟุตบอล รองเท้าฟันดาบ และรองเท้าวอลเลย์บอล ซึ่งนักกีฬาจำนวนมากนิยมใช้กันอย่างกระตือรือร้น
จาก Onitsuka สู่ ASICS
ในปี 1966 หลังจากมีการประกวดออกแบบภายในบริษัท “ลายเส้นเม็กซิโก” หรือ Mexico 66 ขณะที่บางคนเรียกว่าเป็นลายเสือ (Tiger Stripes) ได้ปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทเป็นครั้งแรก
ลายเส้นเม็กซิโกคือลวดลายขีด 4 เส้นข้างรองเท้าคล้ายกับอักษรตัว A ที่ปัจจุบันพบอยู่บนรองเท้าของทั้ง Onitsuka Tiger, ASICS Tiger และ ASICS
บริษัท โอนิซึกะ จำกัด เติบโตอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 1970s โดยได้จัดตั้งบริษัท โอนิซึกะ ไทเกอร์ จีเอ็มบีจี ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ณ เมืองดุสเซลดอร์ฟ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (เยอรมนีตะวันตก) เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการในยุโรป
และการเปลี่ยนแปลงสำคัญก็มาถึงในปี 1977 Onitsuka Tiger ได้ควบรวมกิจการกับบริษัทอุปกรณ์ตกปลาและกีฬา GTO และผู้ผลิตชุดกีฬา Jelenk เพื่อก่อตั้ง ASICS Corporation
ASICS ย่อมาจาก “Anima Sana In Corpore Sano” ภาษาละตินของวลีที่เป็นแรงบันดาลใจให้คิฮาจิโร นั่นคือ “จิตใจที่แข็งแกร่งในร่างกายที่แข็งแรง” และเป็นปรัชญาหลักของบริษัท
คิฮาจิโรได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของบริษัทใหม่แห่งนี้ และแม้จะเปลี่ยนชื่อ แต่รองเท้า ASICS รุ่นวินเทจก็ยังคงผลิตและจำหน่ายในระดับสากลภายใต้แบรนด์ Onitsuka Tiger
ดังนั้น สำหรับคำถามในตอนต้น ว่า ASICS กับ Onitsuka เป็นแบรนด์เดียวกันหรือไม่นั้น คำตอบคือ เป็นชื่อแบรนด์ที่อยู่ภายใต้บริษัท ASICS นั่นเอง
ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 การวิ่งจ็อกกิ้งได้รับความนิยมอย่างมาก และ ASICS ก็ได้ออกรองเท้าวิ่งรุ่นแรก ๆ ได้แก่ รองเท้าวิ่งบนถนน MONTREAL II และรองเท้าวิ่งครอสคันทรี ENDURO ซึ่งถือเป็นการเข้าสู่ตลาดรองเท้าวิ่งที่กว้างขึ้นของ ASICS
นี่นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ ASICS สร้างชื่อเสียงในฐานะแบรนด์รองเท้าวิ่งประสิทธิภาพสูงในตลาดอเมริกาเหนือ
สู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ใคร ๆ ก็ใส่
ภาพลักษณ์ในช่วงแรกของ ASICS รวมถึง Onitsuka คือเป็นรองเท้าสำหรับนักกีฬาเท่านั้น แต่ในปี 1983 บริษัทเริ่มปูทางไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงผู้ใช้ทั่วไปได้มากขึ้น เริ่มด้วยการเปิดตัว “Pedala” รองเท้าสำหรับเดินที่ออกแบบมาโดยยึดหลักสุขภาพ โดยทำจากหนังแต่ให้ความสบายเหมือนรองเท้ากีฬา
ในระยะแรกวางจำหน่ายเฉพาะรุ่น Pedala แบบลำลอง แต่ต่อมาได้เพิ่มรุ่นอื่น ๆ เพื่อให้เข้ากับชุดแต่งกายหลากหลายสไตล์ รวมถึงรุ่น Wallage สำหรับใส่ทำงาน และรุ่น Salutis สำหรับใส่เล่นกีฬา
หลังจากนั้น ASICS เริ่มพัฒนารองเท้าสนีกเกอร์มากขึ้น โดยสนีกเกอร์รุ่นแรกของ ASICS ใช้ซิลิโคน Alpha Gel เป็นวัสดุรองรับแรงกระแทก ถูกนำมาใช้ในรองเท้ารุ่น GT-II และ FREAKS α
วัสดุที่เรียกว่า GEL นี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นหนึ่งในวัสดุพื้นฐานที่สำคัญของ ASICS
เทคโนโลยี GEL ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1990 เทคโนโลยีนี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการ และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงทุกวันนี้ โดยเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมสำหรับนักวิ่งทั่วโลก ช่วยรองรับและลดแรงกระแทกให้กับเท้าของนักวิ่งในช่วงแรก ๆ
ปัจจุบัน สามารถพบเทคโนโลยีนี้ได้ในรองเท้ารุ่น GEL-LYTE III, GEL-KAYANO, GT-2000 และ GEL-NIMBUS
ปี 2002 รองเท้ารุ่นต่าง ๆ เช่น MEXICO66, ULTIMATE81 และ NIPPON60 ถูกนำกลับมาวางจำหน่ายอีกครั้งภายใต้แบรนด์ “Onitsuka Tiger” การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นการขยายตัวไปทั่วโลกสู่ตลาดรองเท้าสไตล์สปอร์ต
นอกจากรองเท้าแล้ว ยังมีการเปิดตัวสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับครบชุดแบรนด์ Onitsuka Tiger ตามมาด้วย
ปีถัดมา มีการเปิดร้าน Onitsuka Tiger สาขาเรือธงแห่งแรกของ ASICS ที่โตเกียว ก่อนจะทยอยเปิดสาขาในต่างประเทศ เช่น ปารีส ลอนดอน เบอร์ลิน อัมสเตอร์ดัม และเมืองอื่น ๆ ทั่วโลก
ต่อมาในปี 2015 ASICS ได้เปิดตัวแบรนด์ไลฟ์สไตล์ ASICS Tiger เพื่อทำการตลาดชุดกีฬาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบของบริษัทในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1990 พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ครบชุดเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด “ไลฟ์สไตล์สปอร์ต” ที่กำลังเติบโต
ASICS Tiger มีแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกที่ย่านชินไซบาชิ โอซากา ตามมาด้วย ASICS Tiger Garosugil ในเกาหลี และ ASICS Tiger Lafayette Soho ในสหรัฐฯ
ถ้าเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ยาก ทุกอย่างหลังจากนั้นก็จะเป็นไปได้
ในปีงบประมาณ 2024 ASICS มีรายได้สุทธิมากกว่า 6.78 แสนล้านเยน (ราว 1.34 แสนล้านบาท) โดยเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
48% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ของบริษัทมาจากการขายรองเท้าวิ่งประสิทธิภาพสูง รองลงมาคือสินค้ากลุ่มสปอร์ตสไตล์ อยู่ที่ 14.5% ตามด้วย Onitsuka Tiger มีสัดส่วนการสร้างรายได้อยู่ที่ 14.1%
แม้ความสำเร็จของ ASICS และ Onitsuka จะมาจากวลี “จิตใจที่แข็งแกร่งในร่างกายที่แข็งแรง” ซึ่งเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและปรัชญาขององค์กร แต่อีกหลักการหนึ่งที่ทำให้บริษัทมาถึงทุกวันนี้ได้ หรือคำสอนจากคิฮาจิโร
เมื่อเขาเริ่มทำอะไรสักอย่าง คิฮาจิโรจะไม่พอใจจนกว่าจะทุ่มเทอย่างเต็มที่ คำพูดที่เขาชอบพูดคือ “ถ้าเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ยากแล้ว ทุกอย่างหลังจากนั้นก็จะเป็นไปได้”
คิฮาจิโรใช้ชีวิตต่อสู้กับทั้งความตายและความยากลำบาก แต่เขายังคงวิ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งตลอดเวลา 89 ปี จนถึงวาระสุดท้ายเมื่อเขาจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2007
ก่อนเสียชีวิต ทุกฤดูใบไม้ผลิ คิฮาจิโรจะกล่าวต่อหน้าพนักงานใหม่และอ่านกฎของจิตวิญญาณนักกีฬาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันด้วยเสียงดัง
กฎข้อที่ 1 นักกีฬาที่ดีต้องปฏิบัติตามกฎและไม่แสดงความไม่ไว้วางใจต่อเพื่อนร่วมงาน
กฎข้อที่ 2 นักกีฬาที่ดีต้องเคารพมารยาทและยึดมั่นในจิตวิญญาณของการเล่นอย่างยุติธรรม ไม่รังเกียจคู่ต่อสู้ ไม่ย่อท้อ ไม่เย่อหยิ่ง เกลียดความไม่ยุติธรรม และแข่งขันอย่างยุติธรรมเสมอ
กฎข้อที่ 3 นักกีฬาที่ดีต้องพยายามอย่างเต็มที่และต่อสู้จนถึงที่สุด
กฎข้อที่ 4 เมื่อเป็นสมาชิกของทีม นักกีฬาที่ดีต้องแสดงจิตวิญญาณแห่งการเสียสละและต้องแข่งขันจนกว่าทีมจะได้รับชัยชนะสูงสุด
กฎข้อที่ 5 นักกีฬาที่ดีต้องคำนึงถึงสุขภาพ เรียนรู้จากประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ขยายขีดจำกัดของความสามารถของมนุษย์ และปลูกฝังนิสัยการพยายามอย่างเต็มที่ตลอดเวลา
และกฎข้อที่ 6 นักกีฬาควรลุกขึ้นหากล้มลง และต้องพยายามต่อไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ
กฎข้อสุดท้ายนี้ สะท้อนชีวิตของคิฮาจิโรได้อย่างชัดเจนที่สุด และเป็นสิ่งที่ทำให้ ASICS และ Onitsuka ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งมาได้จนถึงวันนี้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB